updated: 22 พ.ย. 2556 เวลา 09:34:22 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
บัดนี้การจัดชุมนุมหรือการจัดม็อบ เพื่อคัดค้านหรือเพื่อการสนับสนุนทางการเมือง กลายเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองระบอบรัฐสภาของบ้านเราไปเสียแล้ว
การ ชุมนุมเพื่อการคัดค้านและการโค่นล้มรัฐบาล เริ่มก่อกำเนิดขึ้นเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 หลังจากนั้นการชุมนุมก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ระบอบรัฐสภาของไทยเรามาเรื่อยๆ
ถ้าสังเกตดู หลังจากกรณี 14 ตุลาคม 2516 แล้ว การชุมนุมใหญ่จะเกิดขึ้นก็ตอนที่การเลือกตั้ง มีสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งเป็นส่วนใหญ่ แต่จะไม่มีการชุมนุมโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร
เมื่อ คณะรัฐประหารประกาศใช้รัฐธรรมนูญ รัฐบาลก็มักจะสงบเงียบ ไม่ปรากฏว่ามีการจัดชุมนุมใหญ่คัดค้านหรือขับไล่รัฐบาลที่มาจากการแต่งตั้ง สภานิติบัญญัติที่ได้รับการแต่งตั้งมาจากคณะรัฐประหาร แม้เมื่อคราวที่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ทำการรัฐประหาร แล้วแต่งตั้งคุณอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งสภานิติบัญญัติ เหตุการณ์ก็เรียบร้อย จนมีการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร แล้วบรรดาหัวหน้าพรรคการเมืองเลือก พล.อ.สุจินดา คราประยูร ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงเกิดการชุมนุมใหญ่ขับไล่โค่นล้มรัฐบาล จนเกิดเหตุการณ์นองเลือดที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าพฤษภาทมิฬในปี 2535
เหตุการณ์ ก็สงบเงียบมาจนถึงปี 2549 จึงมีการจัดชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาลพรรคไทยรักไทย จนมีการยุบสภาแล้วมาเกิดการชุมนุมใหญ่อีกเมื่อปี 2553 เรียกร้องให้รัฐบาลประชาธิปัตย์ยุบสภา จนเกิดกรณี "ขอคืนพื้นที่" หรือ "ขอกระชับพื้นที่" โดยกองทัพ เกิดเลือดตกยางออก มีผู้ชุมนุมเสียชีวิต 98 ศพ และบาดเจ็บกว่า 2,000 คน และการชุมนุมโดยพรรคประชาธิปัตย์คัดค้านร่าง กม.นิรโทษกรรม ซึ่งผ่านสภาผู้แทนราษฎรวาระที่ 3 มาแล้ว แต่ถูกวุฒิสภาคว่ำในวาระแรก
เป็นเรื่องที่น่าสนใจทางวิชาการของนัก รัฐศาสตร์ นักจิตวิทยามวลชนและนักบริหารจัดการ ซึ่งต้องทำการศึกษาร่วมพร้อมๆ กันไปคือ การชุมนุมใหญ่เกิดขึ้นได้อย่างไร มีการบริหารจัดการให้การชุมนุมยืดเยื้อได้อย่างไร เป็นเวลานานถึงเดือนหรือ 2 เดือน
ที่น่าสนใจก็เพราะการชุมนุมใหญ่เมื่อครั้ง 14 ตุลาก็ดี เมื่อครั้งพฤษภาทมิฬก็ดี เมื่อคราว 2549 ก็ดี เมื่อคราว 2553 ก็ดี การชุมนุมดังกล่าวกลายเป็นต้นแบบให้การชุมนุมขับไล่รัฐบาลประธานาธิบดี ซู ฮาร์ โต ที่อินโดนีเซีย แม้แต่การชุมนุมที่อียิปต์และตุรกี สื่อมวลชนตะวันตกก็ตั้งข้อสังเกตว่ามีการเลียนแบบการชุมนุมจากประเทศไทย
จาก การสังเกตที่ไม่ได้มาจากการทำวิจัยอย่างเป็นระเบียบ เหตุเบื้องต้นเมื่อคราว 14 ตุลาคม มาจากการอยู่ใต้อำนาจรัฐบาลทหารนานเกินไป ไม่ยอมลงจากอำนาจ หรือความพยายามสืบต่ออำนาจในกรณี 2535 ในกรณี 2549 จุดเริ่มต้นคงจะมาจากการที่รัฐบาลไทยรักไทยมีเสียงในสภามากเกินไป จนสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เพียงพรรคเดียวถ้าต้องการจะทำ รวมทั้งผู้นำพรรคไทยรักไทยเป็นเจ้าของธุรกิจโทรคมนาคมขนาดใหญ่ ความหวาดระแวงสงสัยจึงเกิดขึ้น สามารถปลุกระดมความรู้สึกระแวงสงสัยได้ง่าย เมื่อบริษัทของครอบครัวผู้นำรัฐบาลขายกิจการโทรคมนาคมได้เงินจำนวนมาก ความหวั่นไหวจึงเกิดขึ้นทันที การจุดไฟการชุมนุมจึงเกิดขึ้น เพราะเป็นครั้งแรกที่ผู้นำทางการเมืองมีฐานะความร่ำรวยขนาดนี้ เหตุการณ์อย่างเดียวกัน ธุรกิจอย่างเดียวกันของผู้นำก็เกิดขึ้นที่อิตาลีด้วย ธุรกิจอย่างเดียวกันขายให้ต่างประเทศเหมือนกัน แต่เจ้าของไม่ได้อยู่ในวงการเมืองก็ไม่เป็นไร
ส่วนกรณีปี 2553 ก็เป็นการตอบกลับของพรรคเพื่อไทยจุดประเด็นว่า รัฐบาลประชาธิปัตย์ จัดตั้งในกรมทหาร ทหารเข้าแทรกแซงทางการเมือง ก็เป็นชนวนจุดการชุมนุมใหญ่ฝ่ายเสื้อแดงได้
กรณีปัจจุบัน การแปรญัตติ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมก็กลายเป็นชนวนสามารถจุดไฟให้เกิดการชุมนุมใหญ่ได้ แต่เมื่อมูลเหตุหมดไปจากการหยุดยั้ง พ.ร.บ.ดังกล่าวโดยวุฒิสภา สถานการณ์ก็เริ่มเย็นลง แม้ฝ่ายชุมนุมจะเปลี่ยนประเด็นไปเป็นการโค่นล้มรัฐบาล แม้จะไม่พูดตรงๆ ก็ตามและคิดว่าเมื่อใกล้วันมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาก็คงเลิกราไปสำหรับเงื่อนไขการก่อการชุมนุมใหญ่ คงพอเข้าใจได้ว่าต้องมีมูลเหตุ ปลุกระดมสร้างกระแสความหวั่นไหว ไม่ไว้วางใจรัฐบาล ความไม่พอใจต่างๆ ที่ฝังใจผู้คนที่แตกแยกทางความคิดเป็น 2 ฝ่ายมาเป็นเวลานานแล้ว ซึ่งยังแก้ไม่ตกและคงจะดำรงอยู่ต่อไปอีกนานทั้ง 2 ฝ่าย
เมื่อจะจุด ชนวนกลไกที่สำคัญ เบื้องต้นก่อนจะเรียกร้องดึงดูดผู้คนให้เข้ามาร่วมชุมนุม ก็ต้องอาศัยการจัดตั้ง ซึ่งมีเครือข่ายอยู่ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด
ใน กรุงเทพฯก็มีกลุ่มจัดตั้งถาวรอยู่บางกลุ่ม เช่น กลุ่มของสันติอโศก กลุ่มจัดตั้งของประชาธิปัตย์ กลุ่มจัดตั้งของพรรคเพื่อไทย และกลุ่มอื่นซึ่งคงมีไม่มากนัก กลุ่มที่จัดตั้งส่วนมากมักจะเป็นผู้คนที่อยู่บ้าน "ไม่มีรั้ว" ส่วนผู้คนบ้านมีรั้วมักเป็นอิสระแต่มีความโน้มเอียงไปในทาง "อนุรักษนิยม" และมีความรู้สึกทางชนชั้นอยู่ด้วย
ส่วนในต่างจังหวัดก็มีการจัดตั้ง ถาวรอยู่เหมือนกัน โดยพรรคการเมืองใหญ่ และมีฐานะมั่นคงอยู่ตามภาคทางภูมิศาสตร์ ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคอีสานฝ่ายหนึ่ง ภาคใต้ฝ่ายหนึ่ง ส่วนภาคกลาง การจัดตั้งของพรรคชาติไทยพัฒนาค่อนข้างเข้มแข็ง สำหรับภาคตะวันออกก็แบ่งกันระหว่าง 2 พรรคใหญ่
กลไกที่สำคัญในการ ดูแลควบคุมการจัดตั้ง จะเป็นกลไกของรัฐที่ผู้ดำรงตำแหน่งมาจากการเลือกตั้ง อันได้แก่ ส.ส. นายก อบต. นายก อบจ. หัวคะแนน รวมไปถึง "ผู้มีบารมี" ในท้องถิ่น องค์กรจัดตั้งนี้เป็นองค์กรถาวร และจะต้องมีค่าใช้จ่าย ซึ่งได้มาจากการให้อภิสิทธิ์หรือผลประโยชน์ทางการค้าในท้องถิ่น หรือมาจากงบประมาณของส่วนกลาง
ดังนั้น เมื่อมีการตัดสินใจจัดชุมนุม กลไกเหล่านี้อันได้แก่ ผู้ว่าการ ส.ก. ส.ข. ในกรณีกรุงเทพมหานคร ต้องรับผิดชอบพาผู้คนในจัดตั้งของตนมาชุมนุม โดยคนของกลไกที่มีตำแหน่งจะแบ่งกันรับหน้าที่หาคนและดูแล คนประมาณ 100 คนต่อหัวหน้า 1 คน การดูแลต้องมีบัญชีรายชื่อ จะมีการตรวจสอบว่ายังอยู่ในที่ชุมนุมหรือไม่ มีการแจกอาหารกล่อง และมีซุ้มอาหาร-เครื่องดื่มไว้บริการผู้ชุมนุมที่มาเองโดยไม่ได้จัดตั้งด้วย
ปกติ จะทำเป็นกลุ่ม แต่ละกลุ่มจะอยู่ประมาณ 3 วัน หลังจาก 3 วันจะมีกลุ่มใหม่มาผลัด ถ้าจะมาใหม่ก็เริ่มขบวนการเดียวกัน วนเวียนอยู่อย่างนั้น ส่วนภาระพาหนะที่จะพาคนมา ผู้รับผิดชอบกลุ่มต้องจัดหายานพาหนะมารับ-ส่งให้ หรือไม่ก็มีการเช่ารถเป็นขบวน ในกรณีมาจากต่างจังหวัด
สำหรับ เสื้อยืดสี ไม่ว่าจะเป็นสีเหลือง สีแดง สีน้ำเงิน สีดำ ส่วนกลางจะเป็นผู้ออกแบบ แต่ส่วนต่างๆ ที่ดูแลการจัดตั้งจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย สำหรับน้ำประปา ไฟฟ้า ก็จะมีการขอไฟขอน้ำชั่วคราว มีการติดตั้งมิเตอร์ และมีการชำระค่าไฟฟ้าค่าน้ำประปาตามปกติ นอกจากนั้นท้องถิ่นก็จะจัดบริการสุขาให้ที่น่าสนใจก็คือการจัดหน่วยรักษาความปลอดภัย ก็จะมีการจัดตั้งโดยการคัดเลือกและลงชื่อเอาไว้พร้อมที่จะให้บริการ โดยมีผู้รับจัดบริการหน่วยรักษาความปลอดภัย คอยตรวจสอบผู้เข้าร่วมชุมนุม ไม่ให้พกพาอาวุธร้ายแรง สุรา ยาเสพติดและสิ่งมึนเมาอื่นๆ คอยตรวจตราอยู่ตลอดเวลา เพื่อป้องกันผู้แปลกปลอมโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐและหรือฝ่ายตรงกันข้ามที่จะ เข้ามาก่อกวน ผู้ที่รับหน้าที่เป็นหน่วยรักษาความปลอดภัยนี้จะรับให้บริการทั้งสองฝ่าย ถ้าอยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล แต่ถ้าไม่พอก็จะขนมาจากภาคของตนที่ได้จัดตั้งไว้แล้ว โดยมีการคิดค่าบริการล่วงหน้า ส่วนมากหน่วยรักษาความปลอดภัยทั้ง 2 ฝ่ายที่มาจากกรุงเทพฯจะรู้จักกัน ถ้าบังเอิญชุมนุมวันเดียวกัน ถ้าเป็นคนละวันก็ไปทำหน้าที่ให้ทั้งสองฝ่าย
สำหรับการถ่ายทอดสด ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีช่องสัญญาณดาวเทียมเป็นของตน และอาจจะมีช่องดาวเทียมอื่นที่เป็นพันธมิตรมาร่วมด้วย แต่ต้องมีการจ่ายค่าบริการตามที่ตกลงกัน ถ้ามีการเบี้ยวกันก็จะมีการถอนออกไป แล้วเจรจากันใหม่ ถ้าตกลงกันได้ก็กลับมาให้บริการถ่ายทอดสัญญาณกันใหม่ เมื่อฝ่ายเสื้อแดงมีปัญหากับพรรคเพื่อไทย ก็มีการถอดผังรายการออกจนเมื่อเจรจากันได้ก็กลับมาใช้บริการใหม่ ขบวนการเหมือนๆ กันทั้ง 2 ฝ่าย
การชุมนุมที่ยืดเยื้อ ตอนดึกหลัง 24.00 น. ไปแล้วจนถึงเช้าจะเหลือแต่มวลชนจัดตั้งเท่านั้น ต่อเมื่อบ่ายมากๆ หลัง 16.00-17.00 น. ไปแล้วจึงจะมีประชาชนมาร่วม และมวลชนจำนวนสูงสุดจะเป็นช่วง 6 โมงเย็นถึง 3 ทุ่ม ดังนั้น ดาราที่จะขึ้นพูดปลุกเร้าอารมณ์คนก็จะต้องเป็นช่วงทุ่มหนึ่งถึง 3 ทุ่ม ประจวบกับเป็นช่วงที่มีคนทางบ้านดูทีวีมากที่สุด
สำหรับดาราที่ขึ้น พูดบนเวทีนั้นสำคัญมาก เพราะจะเป็นคนที่จะตรึงมวลชนไว้กับที่ให้เห็นคล้อยตาม ที่น่าสังเกตดาราคนดังๆ ทั้ง 2 ฝ่ายมักจะเป็นชาวภาคใต้ รองลงมาคนกรุงเทพฯ ส่วนคนภาคเหนือ ภาคอีสาน สู้ไม่ได้ พูดไม่เก่ง แถมพูดภาษากลางมีสำเนียง แต่คนใต้มีสำเนียง "ทองแดง" บ้างก็ไม่เป็นไร
ต่อไปนี้คงจะปฏิเสธไม่ ได้ว่า การชุมนุมหรือม็อบได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองภาคประชาชนไปแล้ว เพราะเหตุผลที่ว่าประชาชนไทยเราได้แบ่งค่ายไปแล้ว คำว่า "ปรองดอง" เป็นคำของ "ยี่เก" ไปแล้ว ไม่มีประโยชน์ที่จะเอามาพูด
ข้อสำคัญรัฐสภาจะต้องสะท้อนเสียงเหล่านี้ให้ได้ จะได้ไม่ยุ่ง(ที่มา:มติชนรายวัน 21พ.ย.2556)