เมียนมาร์ (Myanmar) หรือพม่า ได้ย้ายเมืองหลวงจากกรุงย่างกุ้งเดิม (Yangon) ที่อยู่ทางใต้ใกล้ทะเล (ทำเลของกรุงย่างกุ้งก็คงคล้ายๆ กับกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศเรา) โดยขยับปรับตำแหน่งให้โขยกขึ้นเหนือไปอีกหน่อย (จริงๆ ก็ไม่หน่อยนะ 320 กิโลเมตร) ไปตั้งอยู่แถวๆ ตอนกลางของประเทศของเขา (ถ้าเป็นบ้านเราก็อาจจะเทียบประมาณว่า ย้ายเมืองหลวงจากกรุงเทพฯ ไปสร้างใหม่อยู่แถวๆ จังหวัดนครสวรรค์ ว่างั้นเถอะ) และพม่าเขาให้ชื่อเมืองหลวงใหม่นี้ว่า เนย์ปิดอว์ (Naypyidaw)
ดูจากภาพแล้วเมืองหลวงแห่งใหม่ก็ใหญ่โตมโหฬารอลังการงานสร้างไม่ใช่เล่น เพราะพม่าปกครองในระบอบเผด็จการทหารมานาน ทหารพม่าจึงใหญ่คับประเทศมาโดยตลอด จะทำอะไรก็ได้ไม่มีฝ่ายค้านคอยตรวจสอบ ส่วนประชาชนคนพม่าเป็นเสมอไพร่ที่ไม่มีสิทธิ์มีเสียงอันได นักศึกษา ปัญญาชน พระสงฆ์ หรือชนกลุ่มใดที่เรียกร้องประชาธิปไตย จะถูกรัฐบาลทหารหรือระบอบอำมาตยาธิปไตยจัดการอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด หลายคนต้องถูกจับกุมขุมขัง หนีออกนอกประเทศ รัฐบาลอำมาตย์ทหารพม่าทุ่มงบประมาณจากเงินภาษีประชาชนไปเพื่อผดุงความยิ่งใหญ่ของกองทัพ และพิทักษ์รักษาอำนาจของชนชั้นนำ ไม่เคยสนใจใยดีประชาชนคนรากหญ้าที่อยู่กันแบบอนาถาไร้อนาคต
ประเทศมหาอำนาจตะวันตกทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปได้ดำเนินมาตรการแซงค์ชันพม่าทางด้านเศรษฐกิจ แต่มหามิตรและเพื่อนบ้านที่แสนดีอย่างสาธารณรัฐประชนจีนกลับเป็นปราการหลังที่แข็งแกร่งให้พม่าได้พึ่งพิงมาโดยตลอด แม้จะถูกบอยคอตต์จากมหาอำนาจแดนไกล พม่าก็ไม่ได้เดือดร้อนสักเท่าใด เพราะประเทศไทยและประเทศร่วมกลุ่มอาเซียนก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับพม่า
แต่ทว่าระบอบอำมาตยาธิปไตยยิ่งหยั่งรากฝังลึกนานเท่าไร ความเจริญและเศรษฐกิจก็ไม่สามารถพัฒนาไปได้ เพราะอำมาตย์และทหารบริหารเศรษฐกิจไม่เป็น และมีผลประโยชน์มากมายในหลายกิจการของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกรรมสิทธิ์ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ การค้าการลงทุน การคมนาคม การสื่อสารโทรคมนาคม ก็ล้วนแล้วแต่ถูกผูกขาดตัดตอนยึดครองโดยเครือข่ายอำมาตยาธิปไตย การกระจายรายได้ การขยายโอกาสไปสู่ประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ มิอาจเกิดขึ้นได้ ความรวยและความมั่งคั่งกระจุกอยู่แต่เฉพาะคนชั้นสูงที่กุมอำนาจ แต่ความยากจนกระจายไปยังมหาประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ
แต่เมื่อเวลาผ่านไปๆ ระบอบอำมาตยาธิปไตยของพม่าก็นับวันจะถูกกดดัน โดยเฉพาะเมื่อพม่ามีวีรสตรีหัวใจเหล็กอย่างนางอองซาน ซูจี เป็นหัวขบวนในการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย และเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดติดกันอย่างประเทศไทยที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย มีการพัฒนาประเทศไปไกลมาก เพราะประชาชนได้ใช้สิทธิ์เลือกผู้บริหารประเทศ ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งจึงต้องหันกลับมาดูแลประชาชนให้มีความกินดีอยู่ดี พม่าจึงต้องคิดใหม่-ทำใหม่ คือยอมให้ประชาธิปไตยกับประชาชน
สภาพความเป็นอยู่ การทำมาหากินของประชาชนชาวพม่า ยังมีมาตรฐานต่ำเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ชิดติดกันอย่างประเทศไทย และยิ่งประชาชนคนพม่าอพยพมาหางานทำในประเทศไทยเป็นล้านๆ คน ก็ยิ่งเห็นภาพความแตกต่างระหว่างสองประเทศชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประเทศไทยมีการพัฒนาอุตสาหกรรม การค้า การลงทุน และระบบโลจิสติกส์ไปไกลกว่าพม่ามากมาย
พม่าเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ เป็นอู่ข่าวอู่น้ำเหมือนประเทศไทย มีพระพุทธศาสนาเป็นศูนย์รวมความศรัทธาเหมือนประเทศไทย ประชาชนคนพม่าก็ไม่ได้ด้อยสติปัญญา แต่พวกเขาไม่มีโอกาส พวกเขาไม่ได้รับการดูแลใส่ใจในสวัสดิการ การทำมาหากิน ทั้งๆ ที่พวกเขาก็ขยันขันแข็งไม่แพ้ชนชาติใดในโลก
ประชาชนพลเมืองคือ กุญแจสำคัญของประเทศ ระบอบเผด็จการไม่เคยสนใจคุณภาพชีวิตผู้คนประชาชนภายใต้การปกครองของตน แต่ในประเทศประชาธิปไตยจะห่วงใยใส่ใจประชาชน เพราะประชาชนคือผู้ขับเคลื่อนประเทศ เป็นสร้างผลผลิตให้ประเทศ เป็นผู้จ่ายภาษีทุกรูปแบบ โดยเฉพาะภาษีการผลิตและภาษีมูลค่าเพิ่มที่เป็นภาษีหลักของประเทศ
พม่าจึงต้องเริ่มความปรองดองของชาติ เจรจากับกองกำลังติดอาวุธของชนกลุ่มน้อย คืนสิทธิประชาชนในการเลือกผู้แทนของตนเข้าไปนั่งในสภา ทำให้มหาอำนาจที่เคยกดดันพม่ายอมผ่อนคลายหรือยกเลิกมาตรการ และหันมาให้ความช่วยเหลือพม่าในการพัฒนาเศรษฐกิจ พม่าเองก็มีการเปลี่ยนตัวผู้นำรุ่นใหม่ที่มีใจเปิดกว้างมากขึ้น นั่งคือ ท่านประธานาธิบดีเต็งเส่ง
ภาพออกทีวีชองประธานาธิดีเต็งเส่ง และผู้นำฝ่ายค้าน นางอองซาน ซูจี เป็นสัญลักษณ์แห่งการปรองดองแห่งชาติ พม่าต่อจากนี้ไปจะเป็นประเทศที่มีลุกส์ใหม่ และกำลังจะเป็นประธานกลุ่มอาเซียน
ถนนทุกสาย สายการบินทุกเส้น กำลังมุ่งสู่สหภาพเมียนมาร์ในทศวรรษใหม่ ประเทศที่มีทรัพยากรมากมายมหาศาล ประเทศที่คนในชาติมีศักยภาพไม่แพ้ชาติใดในอาเซียน กำลังจะปรับเปลี่ยนไปในทางที่ดี ประเทศนี้กำลังขับเคลื่อนเข้าสู่โหมดที่ประชาชนได้รับการเคารพสิทธิและมีเสรีภาพมากขึ้น เงาทะมึนของระบอบอำมาตยาธิปไตยที่ปกคลุมพม่ามายาวนานกำลังจะถูกทำให้จางหายไป เมื่อท้องฟ้าสดใส ประชาธิปไตยก็จะเริ่มปรากฏ ไม่ใช่แค่มิราจหรือภาพลวงตาอีกต่อไป
รัฐบาลพม่าในปัจจุบันมีความเป็นประชาธิปไตย แม้จะไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ยังมีสภาที่มาจากประชาชนอยู่บ้าง ประชาชนได้ใช้สิทธิ์เสียงบ้างก็ยังดีกว่าไม่มี และคงมีมากขึ้นๆ ในอนาคต เมื่อรัฐบาลมีที่มาจากประชาชน ก็จะมุ่งพัฒนาบ้านเมืองเพื่อประชาชน ดูแลใส่ใจในชีวิตผู้คน การสร้างงาน สร้างรายได้ ให้ประชาชนอยู่ดีกินดี หาเสียงกับประชาชนด้วยการสร้างผลงาน มีฝ่ายค้านคอยตรวจสอบให้เกิดธรรมาภิบาล
ความรักสรัทธาในพระพุทธศาสนาของประชาชนชาวพม่าทุกหมู่เหล่า ทั้งอำมาตย์ ทั้งไพร่ พวกเขาก็ศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ถือว่าเป็นจุดร่วมที่สำคัญของพม่า พวกเขาศรัทธาในพระศาสนาเหมือนกัน ศาสนาพุทธช่วยยับยั้งความรุนแรง อาฆาตพยาบาทจองเวรกัน ศาสนาเราช่วยได้มาก
.
.
ช้างเผือกของจริงก็อยู่ที่พม่า บางประเทศก็ทำได้แค่เอาช้างธรรมดามาทาสีเผือก แต่พม่ามีช้างเผือกของจริง (ช้างเชือกนี้ยังเด็กอยู่ ถ้าเป็นช้างพลายและโตขึ้นจะมีงางอกออกมา จะงามสง่ามากมาย)
Dictators are not intereted in.
ตอบลบบทความนี้น่าสนในมากนะครับ
ตอบลบThai Armed Force is sometimes better than Myanmar's because Thai's is temperary takes power while Myanmar's takes more longer and foever.
ตอบลบ