วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2556

พม่าในวันนี้ เขาดีกว่าเมื่อวาน

                                                 ไพฑูรย์  แย้มประสวน  picta55@gmail.com



เมียนมาร์ (Myanmar) หรือพม่า ได้ย้ายเมืองหลวงจากกรุงย่างกุ้งเดิม (Yangon) ที่อยู่ทางใต้ใกล้ทะเล (ทำเลของกรุงย่างกุ้งก็คงคล้ายๆ กับกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศเรา) โดยขยับปรับตำแหน่งให้โขยกขึ้นเหนือไปอีกหน่อย (จริงๆ ก็ไม่หน่อยนะ 320 กิโลเมตร) ไปตั้งอยู่แถวๆ ตอนกลางของประเทศของเขา (ถ้าเป็นบ้านเราก็อาจจะเทียบประมาณว่า ย้ายเมืองหลวงจากกรุงเทพฯ ไปสร้างใหม่อยู่แถวๆ จังหวัดนครสวรรค์ ว่างั้นเถอะ) และพม่าเขาให้ชื่อเมืองหลวงใหม่นี้ว่า เนย์ปิดอว์ (Naypyidaw) 




ดูจากภาพแล้วเมืองหลวงแห่งใหม่ก็ใหญ่โตมโหฬารอลังการงานสร้างไม่ใช่เล่น  เพราะพม่าปกครองในระบอบเผด็จการทหารมานาน ทหารพม่าจึงใหญ่คับประเทศมาโดยตลอด จะทำอะไรก็ได้ไม่มีฝ่ายค้านคอยตรวจสอบ  ส่วนประชาชนคนพม่าเป็นเสมอไพร่ที่ไม่มีสิทธิ์มีเสียงอันได นักศึกษา ปัญญาชน พระสงฆ์ หรือชนกลุ่มใดที่เรียกร้องประชาธิปไตย จะถูกรัฐบาลทหารหรือระบอบอำมาตยาธิปไตยจัดการอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด  หลายคนต้องถูกจับกุมขุมขัง หนีออกนอกประเทศ  รัฐบาลอำมาตย์ทหารพม่าทุ่มงบประมาณจากเงินภาษีประชาชนไปเพื่อผดุงความยิ่งใหญ่ของกองทัพ และพิทักษ์รักษาอำนาจของชนชั้นนำ ไม่เคยสนใจใยดีประชาชนคนรากหญ้าที่อยู่กันแบบอนาถาไร้อนาคต



 ประเทศมหาอำนาจตะวันตกทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปได้ดำเนินมาตรการแซงค์ชันพม่าทางด้านเศรษฐกิจ แต่มหามิตรและเพื่อนบ้านที่แสนดีอย่างสาธารณรัฐประชนจีนกลับเป็นปราการหลังที่แข็งแกร่งให้พม่าได้พึ่งพิงมาโดยตลอด แม้จะถูกบอยคอตต์จากมหาอำนาจแดนไกล พม่าก็ไม่ได้เดือดร้อนสักเท่าใด เพราะประเทศไทยและประเทศร่วมกลุ่มอาเซียนก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับพม่า  


แต่ทว่าระบอบอำมาตยาธิปไตยยิ่งหยั่งรากฝังลึกนานเท่าไร ความเจริญและเศรษฐกิจก็ไม่สามารถพัฒนาไปได้ เพราะอำมาตย์และทหารบริหารเศรษฐกิจไม่เป็น และมีผลประโยชน์มากมายในหลายกิจการของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกรรมสิทธิ์ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์  การค้าการลงทุน การคมนาคม การสื่อสารโทรคมนาคม  ก็ล้วนแล้วแต่ถูกผูกขาดตัดตอนยึดครองโดยเครือข่ายอำมาตยาธิปไตย การกระจายรายได้ การขยายโอกาสไปสู่ประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ มิอาจเกิดขึ้นได้  ความรวยและความมั่งคั่งกระจุกอยู่แต่เฉพาะคนชั้นสูงที่กุมอำนาจ แต่ความยากจนกระจายไปยังมหาประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ



แต่เมื่อเวลาผ่านไปๆ ระบอบอำมาตยาธิปไตยของพม่าก็นับวันจะถูกกดดัน โดยเฉพาะเมื่อพม่ามีวีรสตรีหัวใจเหล็กอย่างนางอองซาน ซูจี เป็นหัวขบวนในการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย  และเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดติดกันอย่างประเทศไทยที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย มีการพัฒนาประเทศไปไกลมาก เพราะประชาชนได้ใช้สิทธิ์เลือกผู้บริหารประเทศ  ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งจึงต้องหันกลับมาดูแลประชาชนให้มีความกินดีอยู่ดี พม่าจึงต้องคิดใหม่-ทำใหม่ คือยอมให้ประชาธิปไตยกับประชาชน




สภาพความเป็นอยู่ การทำมาหากินของประชาชนชาวพม่า ยังมีมาตรฐานต่ำเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ชิดติดกันอย่างประเทศไทย และยิ่งประชาชนคนพม่าอพยพมาหางานทำในประเทศไทยเป็นล้านๆ คน ก็ยิ่งเห็นภาพความแตกต่างระหว่างสองประเทศชัดเจนยิ่งขึ้น  โดยเฉพาะประเทศไทยมีการพัฒนาอุตสาหกรรม การค้า การลงทุน และระบบโลจิสติกส์ไปไกลกว่าพม่ามากมาย








พม่าเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ เป็นอู่ข่าวอู่น้ำเหมือนประเทศไทย มีพระพุทธศาสนาเป็นศูนย์รวมความศรัทธาเหมือนประเทศไทย ประชาชนคนพม่าก็ไม่ได้ด้อยสติปัญญา แต่พวกเขาไม่มีโอกาส พวกเขาไม่ได้รับการดูแลใส่ใจในสวัสดิการ การทำมาหากิน ทั้งๆ ที่พวกเขาก็ขยันขันแข็งไม่แพ้ชนชาติใดในโลก






ประชาชนพลเมืองคือ กุญแจสำคัญของประเทศ  ระบอบเผด็จการไม่เคยสนใจคุณภาพชีวิตผู้คนประชาชนภายใต้การปกครองของตน แต่ในประเทศประชาธิปไตยจะห่วงใยใส่ใจประชาชน เพราะประชาชนคือผู้ขับเคลื่อนประเทศ เป็นสร้างผลผลิตให้ประเทศ เป็นผู้จ่ายภาษีทุกรูปแบบ โดยเฉพาะภาษีการผลิตและภาษีมูลค่าเพิ่มที่เป็นภาษีหลักของประเทศ













พม่าจึงต้องเริ่มความปรองดองของชาติ เจรจากับกองกำลังติดอาวุธของชนกลุ่มน้อย  คืนสิทธิประชาชนในการเลือกผู้แทนของตนเข้าไปนั่งในสภา  ทำให้มหาอำนาจที่เคยกดดันพม่ายอมผ่อนคลายหรือยกเลิกมาตรการ และหันมาให้ความช่วยเหลือพม่าในการพัฒนาเศรษฐกิจ  พม่าเองก็มีการเปลี่ยนตัวผู้นำรุ่นใหม่ที่มีใจเปิดกว้างมากขึ้น นั่งคือ ท่านประธานาธิบดีเต็งเส่ง



ภาพออกทีวีชองประธานาธิดีเต็งเส่ง และผู้นำฝ่ายค้าน นางอองซาน ซูจี  เป็นสัญลักษณ์แห่งการปรองดองแห่งชาติ  พม่าต่อจากนี้ไปจะเป็นประเทศที่มีลุกส์ใหม่ และกำลังจะเป็นประธานกลุ่มอาเซียน



ถนนทุกสาย  สายการบินทุกเส้น กำลังมุ่งสู่สหภาพเมียนมาร์ในทศวรรษใหม่  ประเทศที่มีทรัพยากรมากมายมหาศาล ประเทศที่คนในชาติมีศักยภาพไม่แพ้ชาติใดในอาเซียน กำลังจะปรับเปลี่ยนไปในทางที่ดี ประเทศนี้กำลังขับเคลื่อนเข้าสู่โหมดที่ประชาชนได้รับการเคารพสิทธิและมีเสรีภาพมากขึ้น เงาทะมึนของระบอบอำมาตยาธิปไตยที่ปกคลุมพม่ามายาวนานกำลังจะถูกทำให้จางหายไป  เมื่อท้องฟ้าสดใส ประชาธิปไตยก็จะเริ่มปรากฏ ไม่ใช่แค่มิราจหรือภาพลวงตาอีกต่อไป



รัฐบาลพม่าในปัจจุบันมีความเป็นประชาธิปไตย แม้จะไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ยังมีสภาที่มาจากประชาชนอยู่บ้าง  ประชาชนได้ใช้สิทธิ์เสียงบ้างก็ยังดีกว่าไม่มี และคงมีมากขึ้นๆ ในอนาคต  เมื่อรัฐบาลมีที่มาจากประชาชน  ก็จะมุ่งพัฒนาบ้านเมืองเพื่อประชาชน ดูแลใส่ใจในชีวิตผู้คน การสร้างงาน สร้างรายได้ ให้ประชาชนอยู่ดีกินดี  หาเสียงกับประชาชนด้วยการสร้างผลงาน  มีฝ่ายค้านคอยตรวจสอบให้เกิดธรรมาภิบาล























ความรักสรัทธาในพระพุทธศาสนาของประชาชนชาวพม่าทุกหมู่เหล่า ทั้งอำมาตย์ ทั้งไพร่  พวกเขาก็ศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า  ถือว่าเป็นจุดร่วมที่สำคัญของพม่า พวกเขาศรัทธาในพระศาสนาเหมือนกัน  ศาสนาพุทธช่วยยับยั้งความรุนแรง อาฆาตพยาบาทจองเวรกัน ศาสนาเราช่วยได้มาก















.


.























ช้างเผือกของจริงก็อยู่ที่พม่า บางประเทศก็ทำได้แค่เอาช้างธรรมดามาทาสีเผือก  แต่พม่ามีช้างเผือกของจริง (ช้างเชือกนี้ยังเด็กอยู่ ถ้าเป็นช้างพลายและโตขึ้นจะมีงางอกออกมา จะงามสง่ามากมาย)







3 ความคิดเห็น:

  1. บทความนี้น่าสนในมากนะครับ

    ตอบลบ
  2. Thai Armed Force is sometimes better than Myanmar's because Thai's is temperary takes power while Myanmar's takes more longer and foever.

    ตอบลบ