วันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2556

มาตรา 7 เจ้ากรรม

วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2556 เวลา 11:00:11 น.
ดร.วีรพงษ์ รามางกูร





ในขณะที่มีการชุมนุมโดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ขับไล่รัฐบาลพรรคไทยรักไทย เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบไปแล้วจึงเกิดช่องว่าง ก็เรียกร้องให้ขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 แห่งรัฐธรรมนูญปี 2540


มีพระราชกระแสผ่านโทรทัศน์ทุกช่องว่าทรงทำ ไม่ได้ มาตรา 7 ไม่ได้ให้พระราชอำนาจที่จะทรงทำได้ พร้อมทั้งทรงอธิบายว่า เมื่อคราวโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายกฯสัญญา ธรรมศักดิ์ ก็ทรงอาศัยอำนาจตามมาตรา 14 แห่งรัฐธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2515 โดยรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติในขณะนั้น เป็นผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการ ทั้งๆ ที่มีบทบัญญัติทำนองเดียวกับความในมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2550 ปรากฏอยู่ในมาตรา 22 โดยทางทฤษฎีทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี สัญญา ธรรมศักดิ์ โดยคำแนะนำของผู้ทำหน้าที่ประธานสภานิติบัญญัติลงนามสนองพระบรมราชโองการ

ไม่นึกว่าจะมีผู้ใดในขณะนี้กล้าที่จะเสนอขอพระราชทานนายกรัฐมนตรี โดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 อีก

บทบัญญัติดังกล่าว ปรากฏขึ้นครั้งแรกในธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2502 มาตรา 20 ซึ่งมีข้อความดังนี้ "มาตรา 20 ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณี การปกครองประเทศไทย ในระบอบประชาธิปไตย

ใน กรณีมีปัญหาเกี่ยวกับการวินิจฉัยตามความในวรรคก่อนเกิดขึ้นในงานของสภา หรือเกิดขึ้นโดยคณะรัฐมนตรีขอให้สภาวินิจฉัย ให้มีสภาวินิจฉัยชี้ขาด"

ศาสตราจารย์ สมภพ โหตระกิตย์ ผู้สอนวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญกับนิสิตรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ สมัย พ.ศ.2504 ท่านอธิบายไว้ชัดเจนว่า เนื่องจากธรรมนูญการปกครอง พ.ศ.2502 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับสั้นของคณะปฏิวัติ ซึ่งทำการโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2500 จึงไม่ต้องการมีรัฐธรรมนูญที่มีรายละเอียดมาก รายละเอียดต่างๆ มีอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ อยู่แล้ว ถ้าเกิดมีปัญหารัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็อาจจะเลือกใช้ตามความเหมาะสม โดยให้สภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นสภาแต่งตั้งเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดให้

ความ ดังที่ปรากฏในมาตรา 20 ของรัฐธรรมนูญการปกครองก็หายไปเมื่อมีการประกาศใช้รัฐ ธรรมนูญถาวรฉบับ 2511 เพราะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับยาวมีถึง 183 มาตรา แต่พอจอมพลถนอม กิตติขจร ปฏิวัติตัวเองในสมัยปี 2514 และประกาศใช้ธรรมนูญการปกครอง พ.ศ.2515 ซึ่งมีเพียง 23 มาตรา ข้อความตามมาตรา 20 ของธรรมนูญการปกครอง พ.ศ.2502 ก็ปรากฏขึ้นอีกในมาตรา 22

พอมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทย พ.ศ. 2517 ฉบับถาวร ก็ไม่มีข้อความดังกล่าวปรากฏอีกเพราะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับยาวมี 238 มาตรา ต่อมาในปี 2519 มีการทำรัฐประหาร คณะรัฐประหารเรียกตัวเองว่าคณะปฏิรูป ก็ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2519 คราวนี้ไม่เรียกว่าธรรมนูญการปกครอง ความทำนองเดียวกันก็ปรากฏขึ้นอีกในมาตรา 25 รัฐธรรมนูญฉบับนี้มี 29 มาตรา และปรากฏอีกในธรรมนูญการปกครองปี พ.ศ.2520 เมื่อมีการปฏิวัติซ้ำอีก ข้อความดังกล่าวก็หายไปอีกเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวรปี 2521 และก็เป็นเช่นนั้นเรื่อยๆ มาจนถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับถาวร พ.ศ.2534 ก็ไม่มีบทบัญญัตินี้อีก

มาปรากฏเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ ฉบับถาวรปี 2540 ซึ่งเป็นฉบับยาว ในมาตรา 7 ซึ่งไม่ทราบว่าผู้ร่างอุตริใส่ไว้ทำไม แล้วก็ลอกนำเอาไปใส่ไว้ในมาตรา 7 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับถาวรปัจจุบัน

เริ่มต้นของข้อความดังกล่าวอย่างที่ กล่าวมาแล้ว คณะปฏิวัติของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ไม่ต้องการรัฐธรรมนูญฉบับยาว เพราะทั้งนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี สภาร่างรัฐธรรมนูญและหรือประธานสภานิติบัญญัติ คณะปฏิวัติหรือสภาแต่งตั้ง เป็นผู้สนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งทั้งสิ้น อีกทั้งจะได้ไม่มีข้อจำกัดอะไรมากในการที่รัฐบาลทหารจะบริหารประเทศ

ข้อความตามมาตรา 7 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 และฉบับ พ.ศ.2550 มีข้อความดังนี้

"มาตรา 7 ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐ ธรรมนูญบังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข"
มีเพียงวรรคเดียวไม่มีวรรคสองอย่างที่เคยปรากฏในธรรมนูญการปกครองหรือรัฐธรรมนูญฉบับสั้นของคณะปฏิวัติรัฐประหาร

ความ ที่ปรากฏในมาตรา 7 นี้ก็ดี หรือที่ปรากฏในมาตราต่างๆ ของรัฐธรรมนูญฉบับสั้นนี้ ไม่เคยปรากฏว่ามีผู้มีหน้าที่รับสนองพระบรมราชโองการคนไหนถวายคำแนะนำให้มี ประกาศพระบรมราชโองการ โดยอาศัยอำนาจตามความเช่นว่านี้เลยตั้งแต่ปี 2502 ซึ่งล่วงเลยมาเป็นเวลา 54 ปีแล้ว
บัดนี้เราจึงได้เห็นนัก กฎหมาย นักรัฐศาสตร์ ที่อยากจะมีรัฐบาล "คนดี" มาบริหารประเทศโดยไม่ต้องปฏิวัติรัฐประหาร จึงทรยศต่อตนเองและวิชาชีพของตนเองออกมาเสนอให้นายกรัฐมนตรีลาออกไป จะได้ตั้งสภาประชาชนโดยอาศัยมาตรา 7 ถวายคำแนะนำแต่งตั้งคนนั้นคนนี้เป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่คำนึงว่าพระมหากษัตริย์จะทรงลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งได้อย่างไร จะมีประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งสภาประชาชนได้อย่างไร ประกาศพระบรมราชโองการทุกฉบับจะมีข้อความว่า อาศัยอำนาจตามความในมาตราเท่านั้นเท่านี้แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ผู้ที่จะเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการจะเป็นใคร ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น การแต่งตั้งสภานิติบัญญัติ คณะรัฐมนตรี ตุลาการ ต้องทำเป็นประกาศพระบรมราชโองการอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น เพราะบ้านเมืองเปลี่ยนไปไกลแล้วโลกก็เปลี่ยนไปมากแล้ว ทหารแม้อยากทำการรัฐประหารก็ไม่กล้าทำแล้ว

แม้เมื่อมีการทำปฏิวัติ รัฐประหาร ในขณะที่ยังไม่มีธรรมนูญการปกครองหรือรัฐธรรมนูญชั่วคราวขนาดนั้น คำสั่งต่างๆ ก็ไม่เป็นประกาศพระบรมราชโองการ แต่จะเป็น "คำสั่งคณะปฏิวัติ ฉบับที่..." ทั้งสิ้น แล้วถ้าไม่ยอมปฏิวัติฉีกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน บังคับนายกรัฐมนตรีให้ลาออกหรือหยุดปฏิบัติหน้าที่ ถ้านายกรัฐมนตรีทำตามก็เท่ากับนายกรัฐมนตรีไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญใช้คำว่า "คณะรัฐมนตรีต้องทำหน้าที่ต่อไป"
กรณี นายกรัฐมนตรี พล.อ.สุจินดา คราประยูร เมื่อลาออกแล้วก็ไม่มาปฏิบัติงานที่ทำเนียบรัฐบาลอีกเลย แต่ไม่ได้ลาออกจากนายกรัฐมนตรีรักษาการอย่างเป็นทางการ รองนายกฯ มีชัย ฤชุพันธุ์ ก็ปฏิบัติราชการแทนไปจนคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ารับหน้าที่หลังถวายสัตย์ ปฏิญาณแล้วเท่านั้น ก็เป็นเรื่องดุลพินิจของท่าน ไม่ได้ประกาศหยุดทำหน้าที่แม้ไม่มีการชุมนุมแล้ว หลังจากทหารเข้าสลายการชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ไม่ได้มีใครมาเรียกร้องให้ลาออกจากนายกรัฐมนตรีรักษาการ

ประเพณีการ ปกครองของประเทศไทย หลังจากมีการปฏิวัติโดยคณะราษฎร เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 เป็นต้นมาก็มีอยู่ 2 แบบเท่านั้น แบบหนึ่งก็เป็นการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยโดยมีรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร เป็นระบอบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อีกแบบหนึ่งเป็นระบอบรัฐบาลโดยคณะรัฐประหาร โดยมีหัวหน้าคณะปฏิวัติ เป็นองค์อธิปัตย์อยู่ระยะหนึ่งในเวลาสั้นๆ ออกประกาศคณะปฏิวัติให้คงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ และให้คงไว้ซึ่งความผูกพันตามสนธิสัญญากับนานาประเทศ และคงไว้ซึ่งศาลยุติธรรมและศาลอื่นๆ และการเป็นสมาชิกสหประชาชาติ ต่อมาก็ประกาศคณะปฏิวัติให้ใช้ธรรมนูญการปกครองหรือรัฐธรรมนูญฉบับสั้น ตั้งสภานิติบัญญัติแล้วประธานสภานิติบัญญัติก็ถวายคำแนะนำ และลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี เลียนแบบสภาผู้แทนราษฎร

นอกจาก 2 วิธีนี้แล้วจะไม่เคยเห็นวิธีอื่น
แม้ วิธีที่ 2 ที่ใช้การทำปฏิวัติรัฐประหารก็เคยมีผู้นำคดีขึ้นศาลฟ้องหัวหน้าคณะปฏิวัติ ว่าเป็นกบฏตามความในมาตรา 13 แห่งประมวลกฎหมายอาญา แต่ศาลวินิจฉัยว่าหัวหน้าคณะปฏิวัติที่กระทำการยึดอำนาจสำเร็จ ย่อมเป็นองค์อธิปัตย์ สามารถยกเลิกรัฐธรรมนูญได้ คำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิวัติย่อมเป็นกฎหมายมีฐานะเดียวกันกับพระราชบัญญัติ การจะยกเลิกหรือแก้ไขคำสั่งคณะปฏิวัติที่กระทำการยึดอำนาจสำเร็จต้องทำเป็น พระราชบัญญัติ นายอุทัย พิมพ์ใจชน และนายบุญเกิด หิรัญคำ ผู้ฟ้องจอมพลถนอม กิตติขจร และคณะถูกจับ แต่ศาลยังไม่ทันพิพากษา เกิดกรณี 14 ตุลาคมเสียก่อน ตำรวจจึงปล่อยตัวไป

นึกถึงละครโทรทัศน์ สมัย พล.อ.ชวลิต เป็นนายกรัฐมนตรีเรื่องหนึ่งชื่อ "สภาโจ๊ก" แล้วเหมือนกับประเทศไทยตอนนี้ ผู้คนระดับสูงทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัย ปัญญาชน องค์กรธุรกิจ ฯลฯ ต่างก็เหมือนกับถูก "ผีเข้า" เข้าไปกันหมดแล้ว ถ้าจะไม่เอาวิถีทางตามรัฐธรรมนูญก็เรียกร้องให้ทหารปฏิวัติเสียเลยก็จะดูถูก ต้องกว่า อย่างที่นักวิชาการที่ยังมีวิญญาณอย่างกลุ่ม "นิติราษฎร์" กล่าว

แก้ รัฐธรรมนูญคราวหน้าขอให้เอามาตรา 7 เจ้ากรรมนี้ออกไปเสียเถิด นอกจากจะไม่มีประโยชน์อะไรแล้วยังเป็นโทษทำให้คนจะฆ่ากันเสียอีก อุตริเอามาใส่ไว้ทำไมก็ไม่รู้ ถ้ามีกรณีใดที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ก็ตราเป็นพระราชกำหนดหรือพระ ราชบัญญัติก็ย่อมได้ ถ้าไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญซึ่งก็ไม่น่าขัดอยู่แล้ว เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติอะไรไว้ในกรณีนั้นๆ

ถ้าจอมพลสฤษดิ์ยังอยู่ คงจะอายม้วนต้วน เพราะเป็นมรดกของท่าน



(ที่มา:มติชนรายวัน 19 ธ.ค.2556)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น