โดย วีรพงษ์ รามางกูร
วันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2556 เวลา 07:35:21 น.

| ใครที่เคยดูภาพยนตร์เรื่อง "วัยฮอร์โมน" หรือ "วัยว้าวุ่น" แล้วหลับตานึกถึงสถานการณ์ของสังคมคนกรุงเทพฯในขณะนี้ ก็คงจะเห็นภาพความว้าวุ่นใจของคนกรุงเทพฯดีว่าเหมือนกับวัยรุ่นอายุ 13-14 ปี ที่ฮอร์โมนกำลังเปลี่ยนแปลง สังคมไทยก็กำลังเป็นเช่นนั้น เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นในระยะ 6-7 ปีมานี้ เป็นการยืนยันทฤษฎีการเมืองหลายๆ อย่าง เช่น ทฤษฎีความขัดแย้งระหว่างชนชั้นของฝ่ายซ้าย ทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตยของ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ทฤษฎี Atomization and Alienation ของ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ซึ่งประยุกต์มาจากความคิดของ Hannah Arendt ซึ่งอธิบายว่า พรรคนาซีในเยอรมนีและพรรคฟาสซิสต์ในอิตาลีเกิดขึ้นได้อย่างไร ทุกทฤษฎีการเมืองดังกล่าวสามารถนำมาประยุกต์อธิบายพฤติกรรมของคนไทยโดยส่วน รวม ในขณะนี้ได้ทั้งสิ้น แล้วแต่จะมองในแง่ไหนหรือส่วนใดของเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นด้วยการ มองอย่างวิทยาศาสตร์
เมื่อก่อนผู้กุมอำนาจการเมืองก็คือคนกรุงเทพฯ ด้วยการสะท้อนความคิดความเห็นของตนออกมาในสื่อกระแสหลัก อันได้แก่ หนังสือพิมพ์ วิทยุซึ่งหยิบหนังสือพิมพ์มาอ่านให้ฟัง เริ่มจากรายการ "สี่มุมบ้าน" หรือ "หญิงไทยไขข่าว" ระยะแรกๆ ก็จะเป็นข่าวอาชญากรรม ข่าวสังคมของคนชั้นสูง หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 จึงเปลี่ยนมาเป็นข่าวการเมืองแต่หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 สื่อมวลชนหลักก็กลับไปเป็นเหมือนก่อน 14 ตุลา 2516 อีก เป็นเวลานาน จนถึงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 จึงกลับมาเป็นข่าวทางการเมืองอีก
ต่อ มาเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 และมีการเลือกตั้งหลังจากนั้น พรรคไทยรักไทยถือกำเนิดเกิดขึ้น และชนะการเลือกตั้งมาเรื่อยๆ พฤติกรรมตามทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตยของ ดร.เอนก เกิดขึ้น และผู้ที่เข้าร่วมกับขบวนการต่อต้านรัฐบาลไทยรักไทย อันได้แก่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยร่วมมือกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเคยเป็นขบวนการร่วมมือกันต่อต้านรัฐบาลไทยรักไทยก็เกิดขึ้น ปูทางด้วยความตั้งใจให้เกิดการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยา 2549
หลัง การรัฐประหาร 2549 ก็เกิดรัฐธรรมนูญฉบับถาวร 2550 พรรคไทยรักไทยก็ถูกยุบ เกิดพรรคพลังประชาชนมาแทนและถูกยุบอีก กลายมาเป็นพรรคเพื่อไทยก็ยังชนะการเลือกตั้งอีก แม้ว่าการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ ซึ่งกองทัพช่วยเข้ามาแทรกแซง แยก ส.ส.บางส่วนของพรรคเพื่อไทยออกมาร่วมกับพรรคชาติไทย สามารถจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปัตย์ได้
แต่เหตุการณ์ไม่ได้เป็นไปอย่าง ที่เคยเป็น ประชาชนในต่างจังหวัดโดยเฉพาะภาคอีสานและภาคเหนือ ต่างลุกฮือขึ้นมาโดยการจัดการของพรรคเพื่อไทย เข้ามาชุมนุมในนามของคนเสื้อแดง เรียกร้องให้มีการยุบสภา โดยชูประเด็นความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ที่จัดตั้งในค่ายทหาร
พรรค ประชาธิปัตย์เชื่อในการสำรวจของบริษัทชื่อฝรั่งที่แนะนำให้ขายไข่ด้วยการ ชั่งกิโลว่า ถ้ามีเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์จะชนะการเลือกตั้ง รัฐบาลประชาธิปัตย์จึงยุบสภา มีการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2554 แต่ปรากฏว่าพรรคเพื่อไทยก็ชนะอีก
เหตุการณ์หลังจาก นี้จึงสามารถอธิบายได้โดยทฤษฎีฝุ่นเมืองและความรู้สึกโดดเดี่ยว Atom and Isolation ของคนในเมืองที่มีฐานะสูงที่เคยร่วมกันเป็น "ม็อบมือถือ" เรียกร้องประชาธิปไตย ขับไล่รัฐบาลของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร แต่คราวนี้ดุเดือดกว่า ก้าวร้าวกว่า เรียกร้องวิถีทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ความจริงลึกๆ เรียกร้องการรัฐประหารนั่นเอง
สังคม ไทยจึงกลายเป็นสังคม "วัยฮอร์โมน" หรือ "สังคมวัยว้าวุ่น" ยังไม่เป็นสังคม "ผู้ใหญ่" หรือ "mature society" คนวัยว้าวุ่นนี้เป็นวัยที่ถูกเก็บกด สับสน ก้าวร้าว ต่อต้านสิ่งที่เป็นอยู่ ไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรดี เวลารักใครก็รักอย่างรุนแรง ยอมตายเพื่อความรักได้ ยอมตายเมื่ออกหัก เกลียดใครก็เกลียดอย่างรุนแรง ถ้าไม่ใช่ความรักกับเพศตรงกันข้ามก็จะพยายามตั้ง "สัญลักษณ์" บางอย่างมาอ้าง เช่น ยกชื่อสถาบันการศึกษาของตนเป็นข้ออ้างแล้วยกพวกตีกัน โดยจะมีผู้ที่สถาปนาตัวเองเป็น "หัวหน้า" พากันไปต่อยตี อย่าว่าแต่นักเรียนอาชีวะเลย แม้แต่นิสิตนักศึกษาก็เคยมี เช่น กรณีนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์จุฬาฯยกพวกไล่ตีนิสิตคณะรัฐศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยเดียวกัน เมื่อวันไหว้ครูปี 2504
สาเหตุที่สังคมไทยยัง เป็นสังคมวัยฮอร์โมนหรือวัยว้าวุ่นอยู่จนบัดนี้ ก็เพราะ "ชนชั้นนำ" ของประเทศไม่ยอมให้สังคมได้มีการพัฒนาทางการเมืองให้ควบคู่ไปกับการพัฒนา เศรษฐกิจ ในขณะที่สังคมไทยเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการค้า เรื่อยๆ มาตั้งแต่สมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ช่องว่างระหว่างการพัฒนาการทางเศรษฐกิจและการเมืองจึงถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ เกิดระเบิดและถูกปราบปรามมาเป็นระยะๆ ตั้งแต่กรณี 14 ตุลาคม 2516 เป็นต้นมา
พรรค ประชาธิปัตย์ แม้จะเป็นพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดมีอายุมากถึง 67 ปีก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นเหยื่อของระบบและสถานการณ์ บอนไซไม่ให้โต ไม่ให้เป็นผู้ใหญ่เช่นกัน การเป็นพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยควรหวังที่จะชนะการเลือกตั้ง แต่ก็แพ้การเลือกตั้งมาเรื่อยๆ บางครั้งจะชนะการเลือกตั้งเป็นพรรคใหญ่ที่สุดก็ชนะเพียงเล็กน้อย
เมื่อมีการเลือกตั้งครั้งแรก ก็แพ้พรรคสหชีพและพรรคแนวรัฐธรรมนูญของ ดร.ปรีดี พนมยงค์ จึงมาร่วมมือกับทหาร ทำการรัฐประหารในปี 2490 และถูกทหารจี้ให้ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้นก็แพ้การเลือกตั้งไม่ว่าจะต่อสู้กับพรรคการเมืองที่จัดตั้งโดย ทหารหรือโดยพลเรือน เช่น พรรคของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม พรรคของ จอมพลถนอม กิตติขจร พรรคชาติไทย พรรคความหวังใหม่ พรรคไทยรักไทย เรื่อยๆ มา มีเพียงสองครั้งที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุด แต่ก็ถูกพรรคกิจสังคม ซึ่งมีคะแนนเสียงร่วมมือกับพรรคธรรมสังคมจัดตั้งรัฐบาลเมื่อพรรคประชา ธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ และอีกครั้งหนึ่งได้คะแนนเสียงมากที่สุด จัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเกษตรสังคมได้ แต่ก็ถูกรัฐประหารเมื่อ 6 ตุลา 2519 หลังจากนั้นก็แพ้การเลือกตั้งมาเรื่อยๆ จนบัดนี้
เมื่อความ หวังจะชนะในการเลือกตั้งไม่มี จึงเป็นวัฒนธรรมของพรรคที่จะไม่เสนอนโยบาย อย่างเป็นชิ้นเป็นอันในการเลือกตั้ง แต่จะเสนอคำขวัญแปลกๆ เช่น "เหล็กวิลาศหรือจะสู้ตะปูควง" เป็นต้น
ลักษณะของ พรรคประชาธิปัตย์ นอกจากจะเหมาะเจาะกับลักษณะ "วัยว้าวุ่น" ของคนกรุงเทพฯแล้ว ก็ยังเหมาะกับวัฒนธรรมของคนภาคใต้ ซึ่งเป็นภาคที่มีประชากรน้อยที่สุดด้วยมีเพียง 15 จังหวัด เขาจึงนิยมเลือกภาคใต้ว่า "ปักษ์ใต้" กล่าวคือ คนใต้นิยมดูหนังตะลุง ความรู้สึกนึกคิดของคนใต้จึงแสดงออกทางหนังตะลุงที่ตัวตลกจะพูดเสียดสี เยาะเย้ยถากถางข้าราชการ นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด รัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี เป็นที่ตลกขบขัน ในการหาเสียงเลือกตั้งจึงไม่สนใจพรรคการเมืองที่เสนอนโยบาย เสนอผลงาน ผลงานที่ผ่านมา แต่จะนิยมชมชอบผู้สมัครรับเลือกตั้งที่พูดเก่ง โจมตีผู้อื่นเก่ง พูดจาเยาะเย้ยถากถางเก่ง จนกลายเป็นวัฒนธรรมมาตลอด
พล.อ.เปรม แม้จะเป็นนายกฯคนใต้ ก็โดนหนังตะลุงพูดจาถากถางเยาะเย้ยให้คนชมได้เฮฮาเหมือนกัน แต่เบาหน่อยเพราะยังถือว่าเป็นคนใต้ด้วยกัน ดังนั้น พรรคการเมืองอื่นจะทำอย่างไรก็จะไม่ชนะการเลือกตั้งในภาคใต้
สถานการณ์ "วัยว้าวุ่น" หรือ "วัยฮอร์โมน" ของสังคมไทยจะพอใจและสงบลงชั่วคราวเมื่อมี "ผู้ใหญ่" หรือทหารเข้ามาจัดการทำปฏิวัติรัฐประหาร เหมือนเด็กอาชีวะ เมื่อถูกอาจารย์ใหญ่หรือผู้อำนวยการโรงเรียนส่งสารวัตรนักเรียนหรือตำรวจ เข้าไปจัดการลงโทษ เหมือนกับนิสิตวิศวกรรมตีกับนิสิตรัฐศาสตร์ที่จุฬาฯ เหตุการณ์สงบลงเมื่อจอมพลสฤษดิ์ เรียกประชุมนิสิตทั้ง 2 คณะแล้วให้เดินกอดคอกันออกจากหอประชุม
แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ รัฐบาลปล่อยให้ "วัยว้าวุ่น" ที่อยากจะแสดงออก ให้สามารถแสดงได้เต็มที่ เช่น ยึดสถานที่ราชการ เดินทางไปข่มขู่สถานีโทรทัศน์ รวมทั้งเดินแยกเป็นสายๆ ไปปิดถนน ปิดเมือง ข่มขู่คนนั้นคนนี้ แม้แต่สื่อมวลชนที่สนับสนุนก็ไม่เว้น จนไม่ทราบว่าจะทำอะไรต่อ
ทหาร เองแม้จะทราบเจตนารมณ์ของผู้ชุมนุม และต้องการสนองความต้องการของแกนนำและผู้ชุมนุมในบรรยากาศของประชาชน "วัยว้าวุ่น" ทางการเมืองก็ไม่กล้า ทำด้วยเหตุใหญ่ๆ 2 ประการ คือ ขณะนี้มิได้มีมวลชนวัยว้าวุ่นเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังมีอีกฝ่ายหนึ่งในต่างจังหวัดคอยดูอยู่ และขู่ว่าจะทำอย่างเดียวกันถ้ามีการปฏิวัติรัฐประหาร อีกเหตุผลหนึ่งขณะนี้กว่า 40 ประเทศในยุโรป อเมริกา เอเชีย ประกาศสนับสนุนการเลือกตั้ง ซึ่งก็เท่ากับเป็นการส่งสัญญาณไปถึงทหารว่าไม่อาจจะเห็นด้วยกับการทำปฏิวัติ รัฐประหาร แกนนำก็ประกาศแล้วว่าทำรัฐประหารนั้นง่าย 3 ชั่วโมงก็จบ แต่หลังจากนั้นจะทำอย่างไรกับปัญหา 2 ประการดังกล่าว สถานการณ์จะลงเอยอย่างไร เป็นคำถามที่ทุกคนพยายามหาคำตอบ สำหรับ "ไทยงง" และ "ไทยเฉย" เป็นคำถามที่ตอบยาก ถ้าถามคนที่ฮอร์โมนกำลังขึ้นก็คงได้คำตอบอย่างหนึ่ง ถ้าถามคนที่ว้าวุ่นต่อต้าน ซึ่งมักจะเป็นคนชั้นล่างที่ไม่ค่อยกล้าพูด ก็จะได้คำตอบอีกอย่างหนึ่ง
ถ้าเอาหลักจิตวิทยาเข้าจับ ถ้ารัฐบาลจะจัดให้วัยฮอร์โมนเหล่านี้ได้ "สำเร็จอารมณ์" ขุ่นเคือง เครียดแค้น ผิดหวังทั้งหลาย ความสับสนก็อาจจะหายไปชั่วระยะหนึ่งได้ เพราะความสมหวังที่จะให้ทหารทำการรัฐประหารไม่ประสบความสำเร็จ กลายเป็นความ "ผิดหวัง" เข้ามาแทนที่
ความผิดหวังถ้ารุนแรงก็อันตรายเหมือนกัน จะมีอะไรที่ทำได้โดยชอบรัฐธรรมนูญ นอกเหนือจากการลาออกจากนายกรัฐมนตรีรักษาการก็ยังนึกไม่ออก ที่ทำมาแล้ว เช่น ตั้ง "สภาปฏิรูป" การประกาศอายุรัฐบาลหลังเลือกตั้งสั้นลง ถ้ายังไม่ "สำเร็จอารมณ์" ของคนวัยว้าวุ่น ก็คงต้องหาอะไร เช่น "สภาประชาชนโจ๊ก" ที่เขาจะพอใจว่าได้ "สำเร็จ" แล้ว
การไม่ลงเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นการ "สำเร็จอารมณ์" ของคนวัยว้าวุ่นอย่างหนึ่ง ............. (ที่มา:มติชนรายวัน 26 ธ.ค.2556) |
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น